ทรงคุณค่า เพราะสิ่งนี้คือภาพวาดราคาแพงที่สุดในโลก

ทรงคุณค่า เพราะสิ่งนี้คือภาพวาดราคาแพงที่สุดในโลก

ทรงคุณค่า เพราะสิ่งนี้คือภาพวาดราคาแพงที่สุดในโลก

            หากใครติดตามข่าวสารการประมูลศิลปะในต่างประเทศ จะรู้ว่าผู้เข้าร่วมประมูลส่วนใหญ่ที่ได้ไป ส่วนมากเป็นมหาเศรษฐีชาวอาหรับ และจีน เป็นหลัก โดยเฉพาะภาพวาด หรือสิ่งของเครื่องใช้ และผลงานศิลปะโบราณ ที่มีราคาสูงมาก

สำหรับภาพวาดของจิตกรชื่อดัง จะมีคุณค่าทางศิลปะที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ส่งผลให้มีราคาแพงมากขึ้นตามไปด้วย เพราะไม่สามารถหาได้จากที่ไหนในโลกได้อีกแล้ว ภาพวาดดังต่อไปนี้ จึงมีราคาแพงที่สุดในโลกไปโดยปริยาย

ภาพวาดที่แพงที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ได้แก่ “When Will You Marry”

ผลงานภาพวาดชิ้นนี้ เป็นของศิลปินชาวฝรั่งเศส นามว่าปินปอล โกแก็ง (Paul Gauguin) ซึ่งถูกวาดขึ้นในปี 2525 เป็นภาพที่มีผู้หญิงชาวตาฮิเตียน 2 คน จากหมู่เกาะตาฮิติ แภบมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ โดยภาพนี้มีผู้ประมูลได้ไปคือนักสะสมชาวสวิสด้วยราคาเกือบ 300  ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเป็นเงินไทยก็ประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาทเท่านั้นเอง

อันดับ 2 ได้แก่ภาพวาดนามว่า “The Card Players”

ผลงานภาพวาดชิ้นนี้ ถูกประมูลได้ไปในราคา 274 ล้านดอลลาร์ (เป็นเงินไทยประมาณ 9,000 ล้านบาท) โดยสมาชิกราชวงศ์กาตาร์ประมูลไปด้วย ภาพวาด The Card Players คือหนึ่งในผลงานของ “ปอล เซซาน” โดยทำการวาดขึ้นที่แถวบ้านของเขาเอง ภายในภาพประกอบด้วยชายคน 2 คนนั่งเล่น สำหรับภาพวาดในซีรี่นี้นี้มี 5 ภาพด้วยกัน แต่ภาพนามว่า “The Card Players” มีราคาแพงที่สุด

อันดับ 3 ได้แก่ “No. 6 (Violet, Green and Red”

ผลงานภาพวาดชิ้นนี้ เป็นของศิลปินชาวอเมริกันผู้มีเลือดยิว-รัสเซีย นามว่า “มาร์ก รอทโก” ซึ่งถือเป็นผู้ที่ริเริ่มสร้างผลงานศิลปะแนว “Abstract Expressionism” ขึ้นมาให้ชาวโลกได้รู้จัก สำหรับภาพนี้มีราคาอยู่ที่ 186 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ6,200 ล้านบาท) ถูกประมูลได้ไปโดยมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย นามว่า “ดิมิทรี ไรโบลอฟเลฟ”

แล้วก็มาถึงผลงานของศิลปินท่านนี้ ที่หลายคนต้องรู้จัก นั่นคือ “ปาโบล ปีกัสโซ” ซึ่งผลงานภาพวาดในซีรีย์ Les femmes d’Alger นั้นมีอยู่ด้วยกัน 15 ภาพ ซึ่งในจำนวนนี้ ภาพวาดชื่อ “Version O” ติดอยู่ในอันดับ 4 ด้วยราคาที่สูงถึง 179.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือเป็นเงินไทยประมาณ 6,000 ล้านบาท)

Continue Reading

ผืนป่าเมืองไทยเข้าขั้นวิกฤต เหลือพื้นที่เพียง 32%

ผืนป่าเมืองไทยเข้าขั้นวิกฤต เหลือพื้นที่เพียง 32%

ผืนป่าเมืองไทยเข้าขั้นวิกฤต เหลือพื้นที่เพียง 32%

            เมื่อ 70 กว่าปีก่อน หรือราว ๆ 70 กว่าปีก่อน พื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยมีอยู่ทั้งสิ้น 54% ของพื้นที่รวมทั้งหมดของประเทศประมาณ 171 ล้านไร่ แต่ทว่า จากผลการสำรวจในทุกวันนี้เผยให้เห็นถึงพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยที่หลงเหลืออยู่เพียงประมาณ 32% เท่านั้น หรือเท่ากับว่า พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยทั้งหมด ได้ลดลงไปเกือบครึ่งในช่วงเวลา 60 ปีที่ผ่านมา

หลายจังหวัดที่เคยมีผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ก็ลดน้อยลงไปทุกวัน ทั้งจากการตัดไม้ทำลายป่า การเพิ่มขึ้นของประชากร และการทำการเกษตรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชเชิงเดี่ยว จึงทำให้พื้นที่ป่าส่วนมากถูกทำลายลงด้วยกระแสของทุนนิยมต่าง ๆ อาทิ ส่งเสริมให้ปลูกข้าวโพดในจังหวัดน่าน และการเติบโตของอุตสาหกรรมมากมาย ที่ถึงแม้จะช่วยสร้างความเจริญให้แค่ไหนแต่ก็ยังก่อให้เกิดมลพิษอยู่ดี อีกทั้งพื้นที่ป่ายังคงถูกทำลายอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยอื่น ๆ อีก ถึงแม้จะมีโครงการฟื้นฟูป่าแต่คงตามปัญหาเหล่านี้ไม่ทัน

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ล้วนส่งผลกระทบต่อผืนป่าและธรรมชาติ

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว คือหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาผืนป่าและธรรมชาติอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นผู้สร้างผลกระทบโดยตรง รวมถึงเป็นผู้ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน โดยสามารถหยิบยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้คือ เมื่อมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแห่ขึ้นไปชมบรรยากาศบนยอดเขา สิ่งที่จะตามมาคือความต้องการที่พักสะดวกสบายที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกิดการสร้างที่พักเพื่อตอบสนองความต้องการแก่นักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ทำให้หน้าตาของผืนป่าทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจนสังเกตเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ป่าไม้ ที่เต็มไปด้วยการก่อสร้างห้องพักแน่นขนัด และนับวันจะขยับขยายกินพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ไล่ตั้งแต่ยอดเขาไปจนถึงไหล่เขา

จังหวัดที่มีพื้นที่ป่าไม้มากที่สุด

โดยส่วนมากจะเป็นจังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันตก ประกอบไปด้วย

– แม่ฮ่องสอน 87% – ตาก 72% – ลำปาง 71%- เชียงใหม่ 70%

– แพร่ 64% – กาญจนบุรี 62% – น่าน 61% – เพชรบุรี 57%

– ลำพูน 57% – อุตรดิตถ์ 56%

จะเห็นได้ว่า ปัญหาผลกระทบของการท่องเที่ยวที่มีต่อผืนป่าและธรรมชาตินั้น ไม่ใช่เพียงแค่ทัศนียภาพที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยอีกด้วย ดังนั้นการแก้ปัญหาและการ “จัดระเบียบ” จึงต้องทำให้ทันการณ์ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้

Continue Reading

ออกแบบ packaging สำหรับสุราพื้นบ้าน

ออกแบบ packaging สำหรับสุราพื้นบ้าน

ออกแบบ packaging สำหรับสุราพื้นบ้าน

            สำหรับการออกแบบ packaging เพื่อ “สุรา” นอกเหนือจากการใช้บรรจุภัณฑ์เป็นที่บรรจุเก็บรักษาสินค้าตามหน้าที่แล้ว ยังช่วยรักษาคุณภาพของสุรา อีกทั้งยังช่วยให้ง่ายต่อการนำออกมาบริโภคได้ตามความาต้องการ

ทุกวันนี้ วัสดุที่ใช้ออกแบบ packaging เพื่อสุราก็มีอยู่หลากหลายอย่าง อาทิ ขวดแก้ว เครื่องปั้นดินเผา ขวดเจียระไนคริสตัล ซอง ถุง กล่อง และถุงในกล่อง แต่ที่นิยมใช้กัน หลัก ๆ แล้วจะแบ่งออกได้ดังต่อไปนี้

ใช้ขวดแก้ว สำหรับออกแบบ packaging  เพื่อสุรา

ขนาดของขวดแก้วที่นำมาใช้ออกแบบ packaging  ที่ใช้บรรจุสุราหรือเบียร์มีอยู่ด้วยกัน 2 ขนาด ได้แก่ ขวดใหญ่ ขนาด 750 ซีซีหรือมิลลิลิตร ขวดเบียร์ขนาดใหญ่ 630 ซีซี และขวดเล็ก 330 ซีซี ส่วนสุราขวดเล็กกว่านี้จะใช้เป็นขวดแก้วแบนขนาด 375 ซีซี สำหรับสีที่นิยมใช้มีทั้ง สีใส สีอำพัน และสีเขียว นอกเหนือจากสีเหล่านี้แล้ว เทคโนโลยีด้านการผลิตขวดสีก็ได้ก้าวไกลไปอีกขั้น ด้วยกรรมวิธีใช้เม็ดสีผสมเข้าไปในเนื้อแก้วเพื่อผลิตขวดแก้วเป็นสีใดก็ได้ตามต้องการ

การตกแต่งขวดแก้วเพื่อใช้ออกแบบ packaging นั้น ทำได้หลากหลายวิธี เช่น การตกแต่งขวดแก้วขั้นพื้นฐานที่สุด คือ การแกะสลักลายหรือวาดลวดลายลงไปในเนื้อแก้ว (Embossing/Engraving) ที่สำคัญลายนูนที่ปรากฏบนผิวขวดยังสามารถปั๊มสีโลหะได้อีกด้วย ส่วนการตกแต่งยังไงให้ดูมีราคา คือ การพ่นทรายงลงไปทำให้ขวดแก้วทึบแสง นอกจากเป็นการสร้างความแปลกใหม่ได้อย่างดีแล้ว ยังช่วยถนอมอายุของสุราอีกด้วย

“ฉลาก” สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบ packaging เพื่อสุรา

การออกแบบ packaging ต้องคำนึงถึงฉลากของสุราชนิดนั้นด้วย ยกตัวอย่าง ก่อนที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจเลือกซื้อไวน์สักขวด ส่วนใหญ่จะอ่านรายละเอียดบนฉลากเสมอ เพื่อทราบถึงยี่ห้อ สายพันธุ์ขององุ่นที่ใช้ผลิตไวน์ รวมถึงแหล่งผลิตและปีที่ผลิต ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ผู้ซื้อจะคาดเดาได้ว่ากลิ่นและรสชาติจะต้องเป็นแบบที่ต้องการหรือไม่

สำหรับฉลากบนขวดสุราพื้นบ้านยยังคงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากผู้ผลิตและบรรจุสุราพื้นบ้านโดยส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้ขวดที่ผ่านการใช้งาน เช่น ขวดเบียร์หรือขวดไวน์ที่ผ่านการบริโภคแล้ว ดังนั้นเมื่อรูปทรงของขวดเป็นแบบเดียวกันหมด  การออกแบบฉลากจึงมีความสำคัญมากไม่แพ้การออกแบบ packaging เนื่องจากสามารถสร้างจุดเด่น และสร้างความแตกต่างให้แก่บรรจุภัณฑ์ ส่วนรายละเอียดอย่างน้อยที่สุดที่ควรปรากฏบนฉลากต้องประกอบด้วยข้อมูลเหล่านี้

  1. ตราสินค้า อาจเป็นชื่อของชุมชนหรือชื่อเจ้าของสินค้าก็ได้
  2. ประเภทของสุรา
  3. แหล่งหรือสถานที่ผลิต
  4. ปริมาณแอลกอฮอล์โดยปริมาตร
  5. ปริมาตรสุทธิที่บรรจุ

นอกจากนี้การออกแบบ packaging ในสุราพื้นบ้านที่ต้องการวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายสมัยใหม่ (Modern Trade) ต้องคำนึงถึงบาร์โค้ด หรือ สัญลักษณ์รหัสแท่งที่ติดอยู่บนฉลากด้วย

Continue Reading
1 2 3 6